HONDA CIVIC FD รุ่นนี้ยังน่าใช้ ปียังพอได้ มีอะไรให้เล่นเยอะ

0
13,594 views

ครั้งนี้จะมาแนะนำกันถึง HONDA CIVIC โดยจะแนะนำเป็นแนวทางให้ทราบกัน 3 รุ่น 3 เจนตั้งแต่ CIVIC ES จนถึง CIVIC FB แต่ครั้งนี้จะเน้นที่ CIVIC FD เยอะสักหน่อยเพราะทั้งอายุของปีรถ สมรรถนะ และของใช้ของแต่งมีให้เลือกเล่นเลือกใช้เยอะหน่อย

บทความโดย : 9KKK

ฮอนด้า ซีวิค โฉม FD เป็นเจนเนอเรชั่นที่ 7 ยอดนิยมในหมู่คนที่ชอบรถ New Gen ซึ่งอาจจะไม่ได้ลึกเหมือนกับ EG 3 Doors สำหรับ FD เป็นรถที่เกิดมามีความทันสมัย เปลี่ยนบุคลิกใหม่หมด โดยก่อนหน้านั้นก็จะเป็นตัว “ไดเมนชั่น” หรือ ES ที่เริ่มจะฉีกหนีมาเป็นยุคใหม่กว่าพวก EG หรือ EK ที่เป็นรถแนวยุค 90 อยู่

ตัว ES จะออกแนวหรูหรา ไม่ออกแนวสปอร์ต วัยรุ่นจึงไม่ค่อยนิยมกันนัก ประมาณว่าถอยไปเล่นกับ EK ที่สามารถวางเครื่อง B16A หรือ B18C ลือลั่นเสียงสนั่นโลกันต์ได้ง่ายกว่า ซึ่ง ES ในยุคหลังๆ ประมาณปี 2002-2003 ก็จะออกตัว 2.0 i-VTEC เครื่องยนต์ K20A มีเรี่ยวแรงถึง 155 ม้า มากับเกียร์ออโต้ 5 สปีด ภายในหรูหรา เบาะหนังแท้สีดำ ราคาตอนนั้น “ล้านนึงมีทอนนิดหน่อย” ราคาแพงยอดขายเลยไม่ค่อยเดิน แต่เดาว่า HONDA ทำออกมาเพื่อเป็น Gimmick ว่าตัวเองก็มีรถสปอร์ตซีดานกะเขาบ้าง

สำหรับ CIVIC FD จะเริ่มออกจำหน่ายในปี 2005 โดยมีทั้งหมด 3 รุ่น คือรุ่น S เป็นรุ่นพื้นฐาน ล้อ 15 นิ้ว มีทั้งเกียร์ออโต้และเกียร์ธรรมดา ตัวเกียร์ธรรมดาจะถูกนำมาเป็นรถแข่งในรุ่น CIVIC ONE MAKE RACE รายการแข่ง HONDA RACING FEST ที่ทางสื่อ “กรังด์ปรีซ์” เป็นผู้จัด ส่วนรุ่น E ล้อ 16 นิ้ว จะมีเฉพาะเกียร์ออโต้ ยังดีว่าให้ 5 สปีด ช่วยเรื่องอัตราเร่งได้เยอะเลย ทั้งสองรุ่นนี้จะใช้เครื่อง 1.8 ลิตร รุ่น R18A มีพลัง 140 แรงม้า ซึ่งเป็นบล็อกใหม่ที่ผลิตมาแทน D17A ใน ES แต่อะไหล่จะผลิตจาก “จีน”

ส่วนรุ่นท๊อป คือ 2.0 EL ขุมพลัง K20Z แบบ DOHC i-VTEC ที่หลายคนชอบ มีพลัง 155 ม้า พอๆ กับ STREAM และ CR-V แต่น่าเสียดายที่ให้เกียร์ออโต้ 4 สปีดมาซะนี่ ก็งงเหมือนกันเพราะเกียร์ 5 สปีด จากตัว ES ก็มีแต่ไม่เอามาใช้ ยังดีว่าให้ Paddle Shift มาปลอบใจวัยมันส์กันหน่อย

ในด้านสมรรถนะเท่าที่เคยได้ลองตอนที่รถออกมาใหม่ๆ จัดว่าไม่เลวเหมือนกัน ตัว 1.8 ให้กำลังได้อย่างพอเพียง อัตราเร่งมาแบบเรื่อยๆ ได้เกียร์ 5 สปีดช่วยไว้ กับตีนปลายระดับ 200 กม./ชม. หน่อยๆ ส่วนตัว 2.0 จะได้เรื่องความแรงใน “รอบปลาย” สไตล์เครื่อง DOHC นั่นเอง ตีนปลายระดับ 215 กม./ชม. ทำได้ไม่ยากนัก เสียดายอีกทีถ้าได้เกียร์ 5 สปีด จะช่วยให้วิ่งดีกว่านี้อีกแบบเห็นๆ

เอาเป็นว่าระดับนี้ก็พอเพียงกับการใช้งานแบบเหลือๆ ระบบช่วงล่างเป็นอีกสิ่งที่น่าชมเชย ให้การทรงตัวที่ดี เลี้ยวโค้งได้มั่นคงจากฐานล้อที่กว้างและการเซ็ตช่วงล่างออกแนวสปอร์ตหน่อยๆ วิ่งช้าอาจจะมีแข็งปึ้กปั้กบ้าง แต่ได้ดีที่ความเร็วสูง ซึ่งพื้นฐานช่วงล่างตัวนี้เหล่า “สายเซอร์กิต” ชอบกันมาก ถ้าโมดิฟายเพิ่มแล้วให้ Handling ที่ดี ส่วนระบบเบรกเป็น “ดิสก์เบรก 4 ล้อ” พร้อมเครื่องทรง ABS, EBD อะไรพวกนี้มีให้ตามมาตรฐาน ซึ่งการทำงานของเบรกก็ดีอยู่ในมาตรฐานรถระดับนี้

สำหรับในส่วนของความสะดวกสบาย เรียกว่า “ดีอยู่” เพราะขนาดเนื้อตัวที่ใหญ่โตจนไม่อยากจะเชื่อว่า CIVIC รถขนาดเล็กมันจะอวบอ้วนโตใหญ่ถึงขั้นนี้ ภายในโอเคนะ นั่งสบายทั้งหน้าและหลัง จอหน้าปัดก็ทันสมัยดี เป็นแบบ “สองชั้น” ไฟหน้าปัดสีม่วงดูแปลกตา ถ้าเป็นตัว TYPE R ก็จะร้อนแรงด้วยไฟหน้าปัดสีแดง ทัศนวิสัยรอบด้านดี เว้นแต่ด้านหลังถ้าเจอคนขับที่ตัว “มินิ” สักหน่อย จะมองยากสักนิดเพราะท้ายค่อนข้างสูง การเก็บเสียงอยู่ในเกณฑ์ดี นับว่าเป็นรถที่ขับใช้งานได้อย่างสบาย และขับเดินทางไกลในความเร็วสูงได้ดี เพราะเสียงรบกวนมีไม่มากนัก

เหตุที่ได้รับความนิยมอีกประการหนึ่ง คือ รุ่นนี้จะมีเวอร์ชั่นแรง TYPE R รหัส FD2 ในญี่ปุ่น ซึ่งแน่นอนว่า HONDA ตัวไหนถ้ามี “ไทป์อาร์” ก็ย่อมสร้าง “อิทธิพล” ได้รับความนิยมสูงเป็นธรรมดา แน่นอนว่าถ้าจะขายดีก็ต้อง “สีขาว” ทรงพาร์ท Modulo ก็จะใกล้เคียงหน่อย เรียกว่า “เอากลิ่น” ก็พอ แต่ถ้าสาย “จัดหนัก” ก็ต้องลอกคราบ TYPE R มาใส่ทั้งคัน เรียกว่าหมดกันอีกเป็นล้านในเคสนี้ เอาแค่ตอนนี้เครื่อง K20A จาก FD2 มาครบทั้งแพ ก็จวกเข้าไป “สองแสนกว่า” ตอนนี้ยิ่งสภาพดียิ่งแพง เพราะเป็นที่ต้องการอย่างรุนแรง เนื่องจากว่าไอ้รุ่นนี้มันเป็น JDM อย่างเดียว แต่ถ้าคนทั่วไปก็ไม่มีอะไรมาก ล้อ พาร์ทนิดหน่อย (ส่วนตัวว่า Modulo เหมาะกับการใช้งานที่สุด) เครื่องก็ใช้ “แฟลชกล่อง” ใหม่ ใช้โช้คแต่งดีๆ หน่อยก็น่าขับขึ้นเยอะแล้ว

ในด้านของ Used Cars ตัวแรกๆ ออกมาเป็น “เลนส์ไฟท้ายกลม” ดูเผินๆ ตอนกลางคืนเหมือน “เส้นขอบฟ้า” จากค่าย NISSAN ซึ่งตัวล็อตแรกๆ ช่วงปี 2005 จะมีปัญหาอยู่บ้างในบางคัน เช่น แอร์มีกลิ่น, กระจกตกราง ลมและน้ำเข้า, คอมแอร์มีปัญหา ซึ่งก็ต้องเข้าเคลมกันไป ถ้าหายก็ใช้กันยาวๆ ราคาแถวๆ “สามห้า” มีบวกลบบ้างตามสภาพ และ “ของแต่ง” แต่ถ้ามีงบเกินนี้ แนะนำว่าให้ซื้อ “รุ่นไมเนอร์ (เชนจ์)” ตัวที่เป็น “ไฟท้ายเพชร” บางคนก็เรียก “ไฟท้ายแปดเหลี่ยม” ซึ่งในรุ่น 2.0 ก็จะให้ล้อ 17 นิ้ว มาเป็นมาตรฐานโรงงานเลย ส่วนรุ่น 1.8 ถ้าจำไม่ผิด จะเหลือแค่ล้อ 15 นิ้ว ลายห้าก้านเรียวๆ ก็สวยดีนะ ไอ้รุ่นไมเนอร์เชนจ์นี้จะแก้ปัญหาเรื่องจุดอ่อน Defect ต่างๆ จากรุ่นแรกๆ แล้ว จะเป็นรุ่นประมาณช่วงปี 2009 ขึ้นไป ราคาแถวๆ “สามปลายถึงสี่” ถ้าหลังสุด คือ 2012 ก็ “เกือบห้า” ค่อนข้างแพงเพราะมันยัง “ขายได้” อยู่ ถ้าได้รถสภาพดีๆ มาก็ถือว่าคุ้มค่ากับการใช้งาน

ในส่วนของการซ่อมบำรุง ก็ไม่มีอะไรมากเพราะถ้าเป็นอะไหล่ทั่วไปก็มีเพียบ เข้าศูนย์ได้ปกติ โดยภาพรวมรุ่นนี้จะไม่ค่อยมีอะไรจุกจิก (เน้นว่า “ถ้าสภาพดี”) ถ้าเป็นของแต่งต่างๆ ดีว่ามีตัว TYPE R ออกมา ของแต่งสำหรับ FD ก็จะเยอะเป็นพิเศษ เรียกว่ามีให้เสียตังค์กันเป็นแสนเป็นล้านแล้วแต่ดีกรีความอยาก จะเอาของแต่งสไตล์ไทยๆ ราคาคบได้ หรือสาย JDM ที่ต้องการเสาะหาของ TYPE R มาประดับกาย ก็แล้วแต่กระเป๋าตังค์

สไตล์การแต่งก็หลากหลาย อีกอย่างก็แนว “ซิ่งไทยใส่เต็ม” เกจ์ Defi เต็มแผง พาร์ทคาร์บอน ไฟ LED อะไรก็ว่าไป เรียกว่าเอาลุค Racing จะออกแนว Kanjo วิ่งทางด่วน หรือ Street Drag ก็ว่าไป เครื่องก็โมดิฟายกันเต็มเหนี่ยว มีตั้งแต่ R18A “เซ็ตโบ” (แต่ควรจะทำไส้ในเพิ่ม) ส่วน K20Z ก็สามารถโมดิฟายเพิ่มได้เหมือนกัน เพราะพื้นฐานมันก็เหมือนกับ K20A TYPE R จับทรงเครื่องไป เซ็ตโบ อะไรทำนองนี้ แล้วก็อีกแนว เป็น USDM เอาอะไหล่ของตัว “อเมริกา” มาใส่ เพราะตัวบ้านเรากับอเมริกาเป็นบอดี้พื้นฐานเหมือนกัน ที่นิยมกันก็คือ “ไฟท้ายทรงบูมเมอแรง” ต้องยกมาทั้งฝาท้าย ถ้าเป็นยุโรป จะต่างไปโดยสิ้นเชิง สุดท้าย คือ VIP นิยมกันมากเพราะตัวรถขนาดมันได้อยู่ ใส่พาร์ทเวอร์วัง ล้ออลังการ โหลดเตี้ยๆ ล้อแบะๆ ภายในฟรุ๊งฟริ๊งเหมือน Lounge แต่แนวนี้จะเน้นโชว์ เรียกว่าจะแต่งอะไรก็ได้ตามชอบ

ถ้าหลังจากนี้ไป ซีวิค มือสอง ที่ปีใหม่ขึ้นก็จะเป็นรุ่น FB ที่ออกแนว “หรูหรา” แบบ “ผู้ใหญ่” ซึ่งวัยรุ่นก็จะนิยมตัว FD กันมากกว่า เสียดายที่ตัว FB ในรุ่น 2.0 ก็ดันเปลี่ยนจาก K20Z เป็น R20A แบบ “แค็มเดี่ยว” แม้แรงม้าจะไม่ได้หนีกับ K20Z มากนัก แต่ความรู้สึกว่าไหนๆ จะซื้อเครื่องสองพันมาขี่แล้ว ก็น่าจะได้เครื่องทวินแค็มประมาณนั้น ไอ้ตัวนี้มันยังค่อนข้างใหม่อยู่ ไว้สักพักจะรีวิวให้ฟัง แต่ตัว 1.8 ที่ออกมาช่วงปี 2012 ราคาหล่นแถวๆ “ห้าห้า” ก็แพงกว่า FD ตัวปี 2012 อยู่ “ห้าหมื่น” ถ้าใครอยากจะได้รถรุ่นใหม่ๆ ไม่ซีเรียสเรื่องแต่ง เพิ่มตังค์หน่อยก็ได้แล้ว ลองไปมองๆ หน่อยก็ไม่เลวนะ อยู่ที่ชอบแล้วล่ะทีนี้

Comments

comments

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here